ดูลิง ชมวิว ที่วัดเขาสมอคอน

หลังจากเราได้กลับมาไทย ก็ยังคิดถึงประสบการณ์การขึ้นเขาในจังหวัด Yamanashi ครับ วันนี้เลยขอเวลาตอนเย็นสักนิด มาขึ้นเขาที่วัดเขาสมอคอน ณ จังหวัดลพบุรีกัน

สำหรับวัดสมอคอนนั้นก็เป็นวัดที่ตั้งอยู่บริเวณเขาสมอคอน อำเภอท่าวุ้ง จังหวัดลพบุรี ก็เป็นวัดที่เก่าแก่และมีประวัติมายาวนานทีเดียวครับ แต่วันนี้เราจะมาแค่ขอใช้พื้นที่บนจุดชมวิวด้านบนของวัดเป็นจุดถ่ายรูปของเราในวันนี้ครับ ตั้งแต่อยู่ไทยมาก็ไม่เคยถ่ายรูปวิวแบบจริงๆจังๆเลย ครั้งนี้ก็อาจจะเป็นครั้งแรกก็ได้

เรามาถึงตัววัดกันตอนประมาณ 6 โมงเย็น พระอาทิตย์ก็เริ่มตกดินลงเรื่อยๆ มาดูบรรยากาศก่อนขึ้นจุดชมวิวกันครับ

t115_01มีหนุมานอยู่บนจุดชมวิวด้านบน

t115_02ส่วนด้านล่างใกล้ๆกับตัววัดจะมีลิงเยอะเลย

บันไดทางขึ้นไปก็ไม่ชันมาก ขึ้นไปแปปเดียวก็ถึงแล้วครับ ดูเหมือนเขาที่นี่จะเตี้ยๆ แต่ก็เห็นวิวทิวทัศน์ได้ชัดเจนเลยทีเดียว

t115_03จากจุดตรงนี้มองเห็นวัดถ้ำช้างเผือกสวยงามเลย

t115_04มุมนี้จะเห็นตัววัดเขาสมอคอนครับ

บรรยากาศข้างบนลมเย็นมาก แต่ต้องระวังไว้หน่อยเพราะด้านบ้านสุดไม่มีรั้วมากั้น ถ้าเดินพลาดอาจเกิดอันตรายถึงชีวิตได้เลย

พอตอนจะถ่ายรูปวิวกลางคืนก็รู้สึกว่าที่ไทยนี้จะถ่ายยากกว่าตอนอยู่ญี่ปุ่น ไม่รู้เพราะอะไร อาจจะเพราะไม่ชินกับการถ่ายภาพท้องฟ้าในไทยครับ เพราะมันจะมัวๆไม่เหมือนฟ้าที่ญี่ปุ่น แต่ก็ดูรู้สึกให้อารมณ์ไปอีกโทนนึง

t115_05วิวยามค่ำคืนบนจุดชมวิววัดเขาสมอคอนครับ

แต่พอรอไปอีกสักพัก ท้องฟ้าก็เริ่มเปลี่ยนสีและมืดลงเหมือนในญี่ปุ่นเลย เลยถ่ายได้มาตามรูปด้านบนครับ

ก็เป็นอันว่าเราได้มาพิชิตเขาอีกลูกในจังหวัดลพบุรี ต่อจากการพิชิตยอดเขาวงพระจันทร์เมื่อปีที่แล้ว ไว้โอกาสหน้าจะไปพิชิตเขาลูกอื่นๆกันอีกครับ


at Wat Khao Samo Khon

Advertisements

Ryugakusei no Nikki 74: UNITAS – ในที่สุดก็จบการศึกษา

1 ปีที่ผ่านมากับการเรียนภาษาและใช้ชีวิตอยู่ในเมือง Kofu จังหวัด Yamanashi วันนี้เป็นวันสุดท้ายของผมในการมาเยือน UNITAS โรงเรียนสอนภาษาญี่ปุ่นที่เรียนมาตั้งแต่เดือน 4 ปีที่แล้ว วันนี้เป็นพิธีจบการศึกษาและพิธีร่ำลาของนักเรียนที่จบเดือนนี้ เรามาดูบรรยากาศกันครับ

สำหรับวันนี้พิธีจบจะจัดช่วงเช้าถึงประมาณเที่ยง ปกติเราจะต้องแต่งชุดสูทหรือชุดประจำชาติไปครับ ตั้งแต่มา Kofu ก็เพิ่งจะได้ใส่สูทที่ซื้อมาก็ครั้งแรกนี่แหละ ส่วนสถานที่จัดงานคือ THE BELLCLASSIC KOFU สถานที่ที่เราเคยไปฉลองวันคริสต์มาสกันมาเมื่อปีที่แล้ว งานนี้เราไม่ได้เอากล้องไป เลยได้แต่ใช้กล้องโทรศัพท์ถ่ายมาแทน

t114_01 สถานที่จัดพิธีจบการศึกษาในวันนี้คือ THE BELLCLASSIC KOFU

พิธีจบนี้ก็ไม่มีอะไรมากครับ เราก็จะได้รับใบจบ โดยตรงขึ้นไปรับทีละคน ซึ่งในใบนี้ก็จะเขียนว่าเราจบการเรียนภาษาญี่ปุ่นในระดับไหนมา นอกเหนือจากใบจบ เราก็จะได้รับของต่างๆที่ได้จากคลาสเรียนพิเศษที่เคยทำไว้ แล้วที่เด็ดสุดก็เป็นหนังสือรุ่นครับ จะเป็นหนังสือที่ทุกคนจะเขียนคำกล่าวเนื่องในโอกาสจบการศึกษาไว้ ที่ว่าเด็ดก็เพราะหน้าปกหนังสือนี้ผมกับพี่จิ๋ว (คนไทยเรียนคลาสเดียวกัน) เป็นคนออกแบบและสร้างมากับมือเลย

t114_02หนังสือรุ่นนักเรียนที่จบปี 2016

หลังจากมานั่งได้สักพักก็เริ่มมีพิธีมอบใบจบกันเลย จะมีการแสดงตัวอย่างให้ดูแค่รอบเดียวเท่านั้นครับ

t114_03รับใบจบจากอาจารย์ใหญ่

หลังจากรับใบจบเสร็จก็จะมีพิธีมอบรางวัลให้แก่นักเรียนที่ไม่เคยโดดเรียนเลยแม้แต่วันเดียว ซึ่งมีประมาณ 4-5 คนครับ จากนั้นจะเป็นคำกล่าวจากอาจารย์ใหญ่ ต่อด้วยคำพูดจากนักเรียนที่ยังเรียนอยู่ และคำพูดจากนักเรียนที่จบการศึกษาด้วยกัน สุดท้ายเป็นการร้องเพลง Nijiiro (にじいろ) ซึ่งเป็นเพลงที่ผมชอบมากๆครับ ยิ่งมาฟังตอนพิธีจบด้วยแล้วก็ยิ่งซึ้งด้วย

หลังจากจบตัวพิธีหลัก ต่อจากนี้เป็นการถ่ายรูปรวม และมีพิธีร่ำลาครับ ซึ่งพิธีร่ำลานี้จะจัดอีกห้องนึงและให้เฉพาะนักเรียนที่จบการศึกษาเท่านั้นที่เข้าได้ พิธีนี้ก็จะมีการกล่าวอำลาจาก Sensei และส่วนใหญ่ก็จะเป็นการถ่ายรูปกันครับ

t114_04มีเค้กให้กินด้วย

ลองมาคิดดูแล้ว 1 ปีที่ผ่านมากับการอยู่เมือง Kofu จังหวัด Yamanashi เราได้มากกว่าการเรียนภาษาญี่ปุ่นจริงๆครับ ทั้งเรื่องของมารยาท วัฒนธรรม ประเพณี การใช้ชีวิต เรื่องการทำงาน เรื่องท่องเที่ยว ผมข้อสรุปเป็นเรื่องๆให้ฟังดีกว่า

เรื่องแรกคือเรื่องของการเรียน ก่อนมาญี่ปุ่นนั้นผมเคยบอกไปแล้วว่าผมสอบวัดระดับไม่ผ่านเลย ที่ผ่านมาทั้งหมดเรียนเองตลอด เลยคิดว่าต้องเข้าเรียนล่ะมั้งถึงจะเก่งขึ้นได้จริงๆ ก็ตัดสินใจเดินทางมาญี่ปุ่นครับ พอมาถึงก็สอบแยกห้องและได้เข้าเรียนชั้นระดับกลางคลาสเริ่มต้นแบบงงๆ ทั้งๆที่ตัวเองยังฟังภาษาญี่ปุ่นไม่คล่องเลย แต่เรื่องอ่านคันจิจะมั่นใจมากๆ เข้าเรียนได้ 3 เดือนแรกมีการสอบ ผมทำคะแนนได้ดีเลยได้ข้ามชั้นไปเรียนคลาสระดับกลางช่วงกลางเลย ซึ่งการเรียนที่นี่ 3 เดือนผ่านไปจะมีการสอบเปลี่ยนคลาสครับ สอบไม่ผ่านก็จะซ้ำอยู่คลาสเดิม หรือถ้าคะแนนไม่ดีเท่าที่ควรก็อาจจะตกไปคลาสที่ต่ำกว่าได้ คลาสที่เราเรียนแต่ละครั้งก็จะมีเนื้อหาการเรียนที่ไม่เหมือนกัน เช่น คันจิ การอ่าน การฟัง การสนทนา การเขียนเรียงความ วัฒนธรรม หรือถ้าช่วงใกล้สอบวัดระดับก็จะมีชั่วโมงติวข้อสอบด้วยครับ หลังจากที่เรียนไปได้ระดับหนึ่ง ผมก็ไปลองสอบวัดระดับ N3 ตอนกลางปีดู ผลสอบก็ออกมาว่าผ่านครับ นี่ก็เป็นครั้งแรกเลยที่สอบวัดระดับภาษาญี่ปุ่นผ่านตั้งแต่ที่เคยสอบมา (ฮา) ส่วนอีกทีนั้นคือปลายปี ผมสมัครสอบระดับ N2 ไป ตอนนั้นเรียนคลาสระดับกลางช่วงท้ายๆอยู่ ซึ่งก็จะมีเนื้อหาเกี่ยวกับ N2 เป็นส่วนใหญ่ ผลสอบออกมาก็ปรากฏว่าผ่านอีกครับ แถมคะแนนทำออกมาได้ดีมากๆจนตัวเองไม่เชื่อเลย (อันที่จริงน่าจะเรียกว่าฟลุ๊คซะมากกว่า) และผลสอบของโรงเรียนวิชาชีพก็ออกมาแล้วเหมือนกัน ก็ผ่านอีกเหมือนกัน เทอมสุดท้ายที่เรียนก็ขึ้นคลาสระดับสูงเลยครับ และเราก็มาจบการศึกษาได้ด้วยคลาสระดับสูงนี้ ส่วนตัวแล้วผมคิดว่าตัวเองเก่งเรื่องคันจิ คำศัพท์ กับไวยากรณ์ แต่เรื่องการอ่านกับการฟังยังไม่ดีเท่าที่ควร ปกติเวลาจะสอบก็จะทำคะแนนส่วนคำศัพท์ออกมาดีครับ อันนี้ต้องเห็นบ่อยๆแล้วก็จำความหมายมัน ไปๆมาๆก็จะจำได้เอง เรื่องการอ่านผมฝึกโดยการเข้าเว็บไซต์ญี่ปุ่นที่เราสนใจ เช่น พวกเกม การ์ตูน แล้วก็ลองแปลไปเรื่อยๆ สักวันเราจะอ่านได้คล่องเอง ส่วนการฟังที่ผมไม่ถนัดที่สุด ตอนนี้ก็ฝึกโดยการฟังข่าวตามทีวีอยู่ครับ

เรื่องที่สองคือมารยาท อันนี้ก็เป็นเรื่องที่เราควรต้องเรียนรู้เลยเมื่อมาญี่ปุ่น เพราะระเบียบแบบแผนการใช้ชีวิตของเขาไม่เหมือนบ้านเรา โดยเฉพาะเรื่องมารยาท ตอนมาใหม่ๆผมก็ไม่รู้อะไรเลยครับ เวลาไปถ่ายรูปก็ชอบถ่ายรูปคนญี่ปุ่นไปเรื่อย (ประมาณว่าแอบถ่าย) หลังๆนี้ไม่ทำแล้วครับ เพราะอาจเป็นการละเมิดสิทธิ์ผู้อื่นได้ ถ้าถ่ายมาก็ควรจะเซ็นเซอร์หน้าไว้หน่อย แต่ถ้าเป็นพวกงานเทศกาลที่มีการแสดงก็จะถ่ายมาเยอะเลยครับ (ฮา) เรื่องมารยาทอย่างอื่นก็อย่างเช่น เวลาอยู่ในห้องเราก็ไม่ควรทำเสียงดังรบกวนห้องอื่น อยู่บนรถไฟไม่คุยโทรศัพท์ ไม่พูดคุยเสียงดัง ไม่สะพายกระเป๋าให้ไปเกะกะคนอื่น เป็นต้น ก็ยังมีอีกหลายเรื่องเกี่ยวกับมารยาทที่เราต้องเรียนรู้ไว้ครับ

เรื่องที่สามคือเรื่องวัฒนธรรมและประเพณี มาญี่ปุ่นเมือง Kofu ที่เป็นเมืองชนบทและเป็นเมืองหลวงของจังหวัด Yamanashi จะดีอย่างตรงที่อยู่ติดกับเมืองอื่นหลายเมือง ปั่นจักรยานไปมาได้สะดวก ทำให้เราได้ไปร่วมงานเทศกาลหลายงานเลยครับ ได้เห็นวัฒนธรรมและประเพณีต่างๆที่เราไม่เคยรู้มาก่อนมากมายจริงๆ ยิ่งถ้าเป็นช่วงฤดูร้อนแล้ว แทบจะมีทุกอาทิตย์เลยครับ ทั้งงานวัด งานแสดง งานเดินขบวน งานชมพลุ งานชมดาว ฯลฯ

เรื่องที่สี่คือเรื่องการใช้ชีวิต การใช้ชีวิตที่เมือง Kofu ก็อย่างที่บอกคือเป็นเมืองชนบท ไปไหนมาไหนด้วยจักรยานจะดีที่สุดเลยครับ มาอยู่ที่นี่รับรองว่าแข็งแรงแน่นอน เรื่องอาหารการกินนั้นก็ถือว่าค่อนข้างแพงอยู่ แต่ร้านอาหารถูกที่อร่อยและคุ้มก็มีอยู่มากมายเลย ที่ผมชอบที่สุดก็คือบุฟเฟ่ต์ 500 เยนครับ เรียนเสร็จก็ปั่นจักรยานไปกิน รับรองว่าอิ่มท้องและได้รับสารอาหารครบ 5 หมู่แน่ๆ แต่ถ้าเราทำอาหารกินเองก็จะประหยัดไปอีกครับ ร้านซูเปอร์ที่แนะนำก็อย่างเช่น TRIAL, AEON BIG หรือไม่ก็ Okajima และบางวันบางซูเปอร์ก็จะมีการลดราคาครับ อย่างซูเปอร์ Yamato ทุกวันอังคารจะลดราคาไข่เหลือประมาณ 150 เยน (รวมภาษี) เหล่าแม่บ้านก็จะไปจับจองกัน เรื่องอื่นก็อย่างเช่นเรื่องสุขภาพ เรื่องนี้ผมไม่ค่อยเป็นห่วงเท่าไร เพราะรู้สึกว่าแข็งแรงดี อาหารการกินที่นี่ก็ดี จะมีก็สภาพจิตใจนั่นแหละครับ ถ้ามาใหม่แล้วต้องใช้ชีวิตคนเดียวอาจจะเหงาบ่อยๆ หรืออาจจะมีเครียดเวลาต้องคุยกับคนญี่ปุ่น แนะนำให้หมั่นออกไปข้างนอกหาอะไรทำแก้เครียดดู แต่ถ้าหากว่าเราอยู่ที่นี่แล้วเกิดเป็นโรคหรืออะไรขึ้นมา ค่ารักษาก็จะถูกกว่าปกติครับ เพราะว่าเราต้องจ่ายเบี้ยประกันเวลามาอยู่ญี่ปุ่น

เรื่องที่ห้าคือเรื่องการทำงาน มาอยู่ที่ Kofu ผมได้ทำแค่ 2 งานเองครับ 3 เดือนแรกนั้น กะว่าจะไม่เพิ่งโรงเรียนและจะหางานด้วยตัวเอง โดยการโทรศัพท์ไปตามใบประกาศหางานที่แจกกันทั่วไป แต่ไม่ว่าจะพยายามกี่ครั้งก็ไม่มีที่ไหนรับเข้าทำงานเลย จนต้องอยู่แบบว่างๆไป ดีที่ช่วงนั้นมีลุงที่ทำสวนองุ่นและเคยจ้างคนไทยอยากกลับมาจ้างอีก เขาก็เลยติดต่อมาหาคนไทยคนนั้น และคนไทยก็แนะนำมาให้เราครับ แต่งานนี้เป็นงานทำแค่สั้นๆไม่กี่วันเท่านั้น แต่ก็ถือว่าเป็นงานที่ทำง่ายและคุณลุงก็ใจดีมากๆเลยครับ อีกงานหนึ่งที่ทำนานหน่อยคืองานของบริษัทขนส่ง Yamato หรือที่รู้จักกันในชื่อ “แมวดำ” งานนี้ได้จากโรงเรียนครับ เห็นมีใบประกาศสมัครติดอยู่และเกิดสนใจขึ้นมา เพราะเงินต่อชั่วโมงให้เยอะมาก โรงเรียนก็เป็นคนติดต่อไปให้ และก็เริ่มทำงานเลย งานนี้ผมทำได้รวมทั้งหมด 4 เดือน ได้เงินเดือนมาทั้งหมดก็ถือว่าอยู่ในระดับที่โอเคเลยครับ แต่งานนี้จะโหด หนัก และเหนื่อยมาก แต่ละวันของผมเมื่อเลิกเรียนตอน 12.30 น. ก็ต้องกลับมากินข้าวอย่างรวดเร็ว และพอถึงบ่ายโมงก็ต้องปั่นจักรยานประมาณ 40 กว่านาทีเพื่อไปถึงที่ทำงาน งานที่ทำก็ให้ยกของตั้งแต่ของชิ้นเล็กๆยัน 30 กิโลเลยครับ ยิ่งเป็นช่วงหน้าร้อนที่เพิ่งทำใหม่ๆ ของที่ต้องยกนั้นก็มีแต่น้ำ แถมร้อนอีก กว่าจะกลับมาถึงที่พักอีกทีก็ประมาณ 2 ทุ่มครึ่ง แต่งานนี้มันไม่น่าเบื่ออย่างที่คิดเลย เพราะเราจะได้เจอคนหลายประเภทมาทำงานร่วมกับเรา ตั้งแต่เด็กมัธยมต้นยันคุณลุงคุณป้า แถมเด็กมัธยมบางคนเป็นเด็กผู้หญิงมาทำด้วยครับ ทุกคนก็ใจดีมากๆ ได้เพื่อนมาหลายคนด้วยครับ

เรื่องสุดท้ายคือเรื่องเที่ยว เรื่องนี้ก็สำคัญไม่แพ้กันครับ เพราะบางคนอยากมาเรียนญี่ปุ่นเพราะญี่ปุ่นน่าอยู่ ผู้คนใจดี วิวทิวทัศน์สวยงาม ซึ่งหลังจากที่ผมอยู่มาได้ 1 ปี ก็บอกเลยครับว่าทุกๆที่ที่ผมได้ไปเที่ยว ผมได้อะไรใหม่ๆกลับมาทุกครั้ง ได้เห็นสิ่งที่ไม่เคยเห็น ได้ลองทำอะไรที่ไม่เคยทำ หลายๆอย่างเยอะแยะมากมาย เช่น ปีนเขา แช่อนเซ็น ล่องเรือ ดูพลุ ดูดาว ดูหิ่งห้อย ฯลฯ ทั้งๆที่อยู่ไทยก็ทำได้ แต่พอมาอยู่ญี่ปุ่นกลับรู้สึกว่าอะไรๆมันก็อยากทำไปหมด ยิ่งญี่ปุ่นมี 4 ฤดูด้วยแล้ว เที่ยวที่เดียวครั้งเดียวอาจไม่พอครับ ต้องลองมาเที่ยวในฤดูอื่นอีกสักครั้งหรือสองครั้ง และเรื่องที่ผมได้อีกอย่างจากการท่องเที่ยวคือเรื่องทักษะการถ่ายรูปครับ เวลาเราอยากถ่ายรูปปกติก็จะออกไปเลยโดยไม่สำรวจข้อมูลอะไรทั้งสิ้น แต่พอได้ไปเที่ยวเองหลายๆครั้งผมก็รู้แล้วว่าถ้าต้องการถ่ายรูปให้สวยนั้นเราต้องรู้จุดถ่ายรูปที่เห็นวิวทิวทัศน์ได้ดี ก่อนมาก็ต้องดูพยากรณ์อากาศด้วยว่าฝนตกหรือไม่ หรือถ้าอยากได้รูปแบบฟ้าสวยๆก็ต้องมาวันที่ฟ้าเปิด เป็นต้น และเรื่องที่สำคัญที่สุดในการท่องเที่ยวคือเรื่องการเตรียมความพร้อมครับ ทั้งข้อมูลการเดินทาง เครื่องมือเครื่องใช้ต่างๆที่จำเป็นต่อการเดินทาง ผมตระหนักถึงเรื่องนี้ครั้งแรกก็ตั้งแต่ครั้งที่ไปหลงป่าบนภูเขาตอนที่เพิ่งมา Kofu ใหม่ๆนั่นแหละครับ ตอนนั้นไม่ได้พกไฟฉายไปและคิดว่าไม่จำเป็นด้วย ถือว่าครั้งนั้นก็ได้ประสบการณ์มาแทน

สรุปแล้ว 1 ปีที่ผ่านมาในเมือง Kofu เราได้ทั้งความรู้และประสบการณ์หลายๆอย่างเลยครับ หลังจากนี้ไปอีกไม่นานเราก็จะย้ายไป Tokyo กัน เพื่อไปเริ่มต้นชีวิตใหม่กับชีวิตนักเรียนโรงเรียนวิชาชีพกันแทน วันนี้วันที่ 18 มีนาคม พ.ศ. 2559 ผมจึงขอจบบันทึกการเดินทางนักเรียนต่างชาติม้วนที่หนึ่งไว้ ณ ที่นี้ครับ


at THE BELLCLASSIC KOFU

Ryugakusei no Nikki 73: เก็บตกฟูจิ ณ วันฟ้าเปิดที่ Fujimi

จากเมื่อวานที่ท้องฟ้าปิดทำให้ถ่ายภาพฟูจิไม่ค่อยสวย วันนี้ท้องฟ้าเปิดเรามาแก้ตัวกันใหม่ โดยครั้งนี้เราเดินทางมายังเมือง Fujimi จังหวัด Nagano ที่นี่จะมีจุดชมวิวฟูจิที่สวยงามอยู่หลายที่เลย ซึ่งวันนี้เราก็จะมากันที่ Chuodo Kuzukubo Tunnel

เรานั่งรถไฟออกจากเมือง Kofu มาลงที่สถานี Shinano-Sakai เมือง Fujimi เลย บรรยากาศที่นี่จะคล้ายๆเขาใหญ่เลยครับ บ้านส่วนใหญ่จะมีลักษณะเป็นแบบตะวันตก แทบจะไม่มีร้านค้า จะมีแต่ป่ากับเนินเขา เดินๆไปก็รู้สึกสดชื่นดี ระยะทางจากสถานีไปถึงจุดชมวิวก็จะประมาณ 2 กิโลกว่าๆครับ

พอมาถึงมันก็จะมีที่นั่งให้เรานั่งชมฟูจิได้ด้วย แต่เราอยากเห็นมุมกว้างๆ เลยเดินขึ้นเนินไปอีกหน่อย

t113_01จุดชมวิวฟูจิบริเวณ Chuodo Kuzukubo Tunnel

จริงๆว่าจะอยู่ถ่ายมุมนี้จนถึงเย็นเลยครับ แต่พอตกเย็นๆเข้า มันชักเริ่มน่ากลัวยังไงไม่รู้ เพราะข้างหลังเป็นป่าทั้งนั้น แถมพอผมอยู่ไปสักพัก ก็ได้ยินเสียงฝีเท้าประหลาด อาจจะเป็นสัตว์ตัวเล็กๆที่หลบอยู่ในกอหญ้า ถ้าน่ากลัวหน่อยก็หมีเลยครับ เอาเป็นว่าเราลงไปตรงเนินต่ำๆก็พอ

อยู่จุดตรงนี้ก็ดีหน่อย ใกล้ๆกับถนนเลยไม่น่ากลัวมาก เราอยู่ที่นี่จนถึงประมาณ 6 โมงกว่าๆ ก็ได้ภาพตามต้องการ แต่เสียดายที่ฟูจิแอบเลือนลางนิดๆ

t113_02ฟูจิตอนเย็นวันนี้ครับ

ขากลับก็เดินกลับสบายหน่อย เพราะจะลงเนิน บรรยากาศตอนหัวค่ำตอนนี้เห็นดาวเต็มท้องฟ้าเลยครับ แถวนี้เป็นเขตชนบท เราจึงเห็นดาวได้ชัดเจนเลย บางบ้านมีการก่อกองไฟด้วย รู้สึกเหมือนตัวเองกำลังเดินอยู่ในประเทศแถบยุโรปยังไงไม่รู้ครับ ว่าแล้วก็หยิบกล้องมาถ่ายเก็บภาพสักรูปละกัน

t113_03ขากลับระหว่างทาง เห็นดาวเต็มฟ้าเลย

ก็เป็นอันว่าวันนี้เราได้มาถ่ายฟูจิแบบชัดๆตามใจอยากได้สักที อยู่จังหวัด Yamanashi มานานก็จริง แต่ผมกลับไม่ค่อยได้ถ่ายรูปฟูจิเก็บไว้เท่าไรเลยครับ พอมาตอนจะออก เราก็มานึกเสียดายที่ไม่ได้ถ่ายเก็บไว้เยอะๆ (ฮา)


at Chuodo Kuzukubo Tunnel

Ryugakusei no Nikki 72: เก็บตกฟูจิ ณ วันฟ้าปิด

เหลืออีกไม่กี่วันเราก็จะเข้าสู่พิธีปิดการศึกษาและต้องจากเมือง Kofu แล้ว วันนี้เรามีโอกาสได้มาเที่ยวแถว Kawaguchiko เป็นครั้งที่สองนับจากครั้งที่มาเที่ยว Fuji-Q Highland ถึงวันนี้ฟ้าจะปิดแต่ก็ยังพอเห็นฟูจิครับ

เรามาเที่ยวกันตอนบ่ายโดยนั่งรถส่วนตัวมา ซึ่งเราจะตรงไปจุดชมวิวฟูจิบนเขากันก่อน จุดที่ว่านี้ต้องขึ้นเขา Misaka ซึ่งทางขึ้นนั้นจะวกวนและต้องชำนาญทางพอสมควรเลยครับ ยิ่งช่วงนี้มีหิมะที่หลงเหลืออยู่ ถนนก็จะลื่นด้วย ตรงสุดทางจะเป็นจุดชมวิวและจะมีร้านที่ชื่อว่า Tenkachaya เป็นร้านอาหารและมีของขายด้วย

t112_01ถึง Tenkachaya แล้ว!

ตอนนี้ยอดภูเขาฟูจิยังมีเมฆบดบังอยู่ เราเข้าร้านไปหาอะไรกินกันก่อนดีกว่า

t112_02อันนี้เป็นมันครับ อร่อยใช้ได้เลย

ผ่านไปสักพักเมฆเริ่มลอยผ่านไป เราเริ่มมองเห็นยอดของฟูจิแล้วครับ ถ้าเกิดมาวันฟ้าเปิดน่าจะสวยมากๆเลย

t112_03จากจุดชมวิวบริเวณ Tenkachaya

จบจากจุดนี้ไป จุดหมายต่อไปของเราคือที่ Oshino Hakkai ครับ จุดนี้ก็จะเป็นสถานที่ชื่อดังที่นักท่องเที่ยวนิยมมาเที่ยวกัน ผมไม่ค่อยรู้รายละเอียดอะไรมาก แต่ที่นี่ตอนหน้าหนาวที่มีหิมะตกจะเป็นจุดชมวิวที่สวยมากๆ

ตอนขาลงจาก Tenkachaya ก็ใช้เวลาประมาณหนึ่งครับ ไม่นานมาก สักพักเราก็มาถึง Oshino Hakkai กันแล้ว พอมาถึงก็มาเข้าจุดชมวิวฟูจิกันเลย ซึ่งจะเสียค่าเข้าคนละ 300 เยน ดีที่ในนี้ไม่ค่อยมีคนเลยถ่ายรูปสะดวกดีครับ

t112_04จุดชมวิวฟูจิใน Oshino Hakkai

t112_05ในสระน้ำนี้ก็มีปลากับเป็ดเยอะมากๆ

t112_06ตอนท้ายก่อนกลับลองมากิน Takobo

เวลาประมาณ 4 โมงกว่าๆก็ถึงเวลาอันสมควรเดินทางกลับสู่เมือง Kofu พอตอนเย็นๆฟ้าก็เริ่มเปิด คนที่อยู่ต่อน่าจะได้เห็นฟูจิสวยเลยครับ

ทริปสั้นๆวันนี้ยังไงต้องขอบคุณพี่บอมบ์มากๆที่พามาเที่ยวแถว Kawaguchiko ได้มาเจอจุดชมวิวสวยอย่างจุดชมบริเวณ Tenkachaya ก็คุ้มค่ามากๆแล้ว ขอบคุณครับ


at Tenkachaya, Oshino Hakkai

Ryugakusei no Nikki 71: Ume no Sato – มาชมดอกบ๊วยบานกัน

วันนี้เป็นวันสุดท้ายของการสอบปิดภาคเรียนคลาสภาษาญี่ปุ่นครับ แต่ว่าถึงจะสอบเสร็จแล้วก็ยังมีคลาสให้เราเข้าเรียนจนกว่าจะถึงปิดเทอมจริงๆ และเดือนนี้ก็ย่างก้าวเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิแล้ว วันนี้เราจึงมาชมดอกบ๊วยบานกันที่ Shikishimasogo Park กันครับ

ที่ Shikishimasogo Park นี้จะเป็นสวนขนาดใหญ่มากและมีหลายพื้นที่ติดต่อกัน แต่ที่ที่เราจะไปดูนี้จะเป็นส่วนที่เรียกกันว่า Ume no Sato ซึ่งจะมีต้นบ๊วยเรียงรายกันเป็นกลุ่มๆสวยงามเลยทีเดียว อันที่จริงแล้วก่อนมาผมได้ดูข่าวจากทีวีครับว่าวันเสาร์-อาทิตย์ที่ผ่านมาจะเป็นช่วงที่ดอกบ๊วยที่นี่บานที่สุด แต่วันนี้ก็เป็นวันอังคารแล้ว คิดว่าคงยังสวยอยู่ก็เลยลองมาดู โดยใช้วิธีปั่นจักรยานมา

พอมาถึงก็พบว่ามันร่วงไปเยอะมากแล้ว แต่ก็ยังสวยงามอยู่ครับ

t111_01Ume no Sato ที่ Shikishimasogo Park

t111_02บริเวณศาลานี้ก็เป็นจุดถ่ายรูปที่สวยงามเลยครับ

หลังจากชมดอกบ๊วยเสร็จ เราก็มาถ่ายวิวกลางคืนกันต่อ ซึ่งที่ Shikishimasogo Park นี้ก็เป็นจุดชมวิวกลางคืนที่สวยงามไม่แพ้ที่อื่นเลยครับ

t111_05วิวแอ่งกระทะเมือง Kofu

วันนี้ก็ถือว่าเป็นทริปการมาชมดอกไม้ผลิครั้งแรกตั้งแต่มาญี่ปุ่น ถึงจะเป็นดอกบ๊วยแต่ก็สวยงามไม่แพ้ซากุระเลย ส่วนซากุระซึ่งจะบานช่วงปลายเดือนนี้ จะชนกับช่วงที่เรากลับไทยชั่วคราวพอดี เลยอาจจะไม่ได้ดูครับ แต่อาจจะได้ดูแถวๆ Tokyo แทน


at Shikishimasogo Park

Ryugakusei no Nikki 70: ดอกไม้ไฟหน้าหนาวที่ Isawa-onsen

ก่อนที่จะหมดฤดูหนาวอันหนาวเหน็บไป ก่อนจะสิ้นเดือนกุมภาพันธ์นี้ เรามาเยือน Isawa-onsen กันอีกรอบ เพื่อมาชม Illumination กับดอกไม้ไฟหน้าหนาวกันครับ

จริงๆแล้วดอกไม้ไฟหน้าหนาวนี้มีจุดหลายที่เลยครับ แต่ที่ Isawa-onsen นี้ก็เป็นจุดที่ใกล้ที่สุดจากเมือง Kofu แล้วก็เริ่มจุดมาตั้งแต่ต้นเดือนแล้ว วันนี้จะเป็นวันสุดท้ายที่จุดพอดีเลยครับ เราเดินทางมากันโดยปั่นจักรยานตามเคย มาดูบรรยากาศ Illumination กันก่อนดีกว่า

t110_01Illumination บริเวณหน้าสถานี Isawa-onsen

t110_02Illumination บริเวณ Sakura Onsen Dori

ส่วนดอกไม้ไฟที่จะจุดนี้จะจุดบริเวณริมแม่น้ำ Fuefukigawa แล้วก็จะมีเหล้าหวานมาแจกให้ฟรีสำหรับผู้มาชมด้วย งานนี้จะเป็นงานไม่ใหญ่ครับ ไม่มีที่นั่งให้ ไม่มีร้านค้ามาตั้ง คนก็จะไม่เยอะ ดอกไม้ไฟที่จะจุดก็จะจุดเป็นเวลาแค่ 20 นาทีเท่านั้น ถึงจะไม่ยิ่งใหญ่เท่าดอกไม้ไฟตอนฤดูร้อน แต่ก็สวยงามใช้ได้นะครับ

t110_03ดอกไม้ไฟหน้าหนาวที่ Isawa-onsen

ดูเสร็จทุกคนก็แยกย้ายกลับกันอย่างรวดเร็วเลย เราก็ปั่นจักรยานกลับสู่ Kofu เป็นอันจบทริปสั้นๆในวันนี้ครับ

ฤดูหนาวอันยาวนานในที่สุดก็ใกล้จะจบแล้ว อีกไม่นานก็จะเข้าสู่ฤดูใบไม้ผลิ และช่วงชีวิตของเรากับการเรียนภาษาในเมือง Kofu ก็ใกล้เข้าสู่พิธีจบการศึกษาเต็มทีแล้วครับ


at Isawa-onsen StationSakura Onsen Dori, Fuefukigawa Riverbed